มติบอร์ดกสท. เสียงแตก3:2

EyWwB5WU57MYnKOuFHPhEcxLViXn3aAlquosLYyDLTHOSs5JkEYOFuให้ช่อง33เอชดีส่งผัง ไปยังกสทช.พิจารณา

บอร์ด กสท.มีมติ 3 ต่อ 2 ให้ช่อง 33 HD ส่งผังรายการที่จะออกอากาศมายัง กสทช. เพื่อพิจารณาก่อน “สุภิญญา” งัดหลักฐานเอกสารก่อนประมูลทีวีดิจิตอล ยัน 3 บริษัท “บีอีซี เวิลด์-บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์-บีอีซี มัลติมีเดีย” ผู้มีอำนาจควบคุมคนเดียวกัน ขณะที่ “นที” ย้ำขัดกฎหมาย ต้องประกอบกิจการด้วยตัวเองตามกฎหมาย ส่วน “ฐากร” เผย 1 ต.ค.นี้ ช่อง 3 เตรียมรับหนังสือทำตามมติ หากไม่ทำก็อุทธรณ์ทบทวน หรือฟ้องศาลปกครองเพิกถอนมติต่อไป

ปัญหาช่อง 3 อนาล็อกต้องยุติออกอากาศในระบบเคเบิลและจานดาวเทียม ยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นประธาน ได้พิจารณาประเด็นต่อเนื่องปัญหาการออกอากาศคู่ขนานของบริษัทบางกอกเอ็น เตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อนาล็อก กับบริษัทบีอีซี มัลติมีิเดีย จำกัด เจ้าของทีวีดิจิตอลช่อง 33 HD และที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ให้แจ้งผังรายการที่จะออกมายังบอร์ด กสทช. โดย 3 เสียง ได้แก่ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ขณะที่อีก 2 เสียง คือ พ.อ.นที และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า

ทั้งนี้ น.ส.สุภิญญากล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.มีมติเสียงข้างมาก 3 เสียง ให้สำนักงานกล้องไอพี กสทช.ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลช่อง 33 HD ให้แจ้งผังรายการที่จะออกมายังบอร์ด กสทช.เพื่อพิจารณาว่าบีอีซี มัลติมีเดียได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ซึ่งการนำเสนอผังรายการของบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการ โทรทัศน์ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ แล้วทาง กสท.ก็จะพิจารณาให้ แต่หากจะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ช่วยคนเดียว คงทำไม่ได้ และช่อง 7 ก็ส่งหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎเกณฑ์ช่วยช่อง 3 มาด้วย

น.ส.สุภิญญายังกล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการประมูล เพื่อขอรับใบอนุญาตของบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัดนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงเกี่ยวกับอำนาจควบคุมไว้อย่างชัดเจน รวมถึงบุคคลที่มีอำนาจในการลงนามทั้ง 3 บริษัทด้วย ระหว่างบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอก เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และบริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ในลักษณะผู้มีอำนาจควบคุมเป็นคนเดียวกัน แม้จะเป็นคนละนิติบุคคลก็ตาม ส่วนช่อง 33 HD จะซื้อรายการจากช่อง 3 อนาล็อกมาออกอากาศ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับช่อง 3 ไม่ได้บังคับ ซึ่งจะมีลักษณะเช่นเดียวกับช่อง 29 โมโน ที่ซื้อหนังและละครซีรีส์ ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของหนัง ไม่ได้เป็นการประกอบกิจการด้วยตัวเอง แต่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับ พล.ท.พีระพงษ์กล่าวถึงมติในครั้งนี้ว่า บอร์ด กสท.พิจารณาบนกฎหมายของ กสทช. เอง ยึดเรื่องอำนาจควบคุมและความรับผิดชอบ เช่น ช่องทีเอ็นเอ็นไปซื้อหนังต่างประเทศมาฉายก็ถือว่าประกอบกิจการด้วยตนเอง หรือช่องวันของแกรมมี่ ก็ซื้อลิขสิทธิ์รายการมาออก ก็ถือว่าประกอบกิจการด้วยตัวเอง ทั้งๆที่หนังหรือรายการที่ซื้อมาก็ไม่ได้ผลิตเองแต่อย่างใด ดังนั้น กสท.จะพิจารณาว่าช่องนั้นมีอำนาจควบคุมการออกเนื้อหารายการ เพราะหากนำหนังโป๊มาฉาย คนที่จะต้องรับผิดชอบคือเจ้าของช่องทีวี ไม่ใช้ผู้ผลิตหนังโป๊ เป็นต้น

ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ สำนักงาน กสทช.จะส่งหนังสือถึงบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ให้เสนอผังรายการที่จะออกอากาศมายัง กสท.เพื่อพิจารณาให้ออกอากาศต่อไป แต่หากช่อง 3 ไม่ยอมรับมติ กสท.ดังกล่าว ก็ให้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติดังกล่าวได้ และสามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ แต่ในระหว่างกระบวนการฟ้องร้องทั้งหมด ช่อง 3 ต้องปฏิบัติตามมติ กสท.ไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ด้าน พ.อ.นที 1 ใน 2 เสียงที่เห็นแย้ง กล่าวว่า ตนและ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์เห็นแย้งเพราะเห็นว่ามติดังกล่าวขัดกฎหมาย โดยนายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายประธาน กสท.ได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เป็นคนละนิติบุคคล แม้ทั้งสองบริษัทจะเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และมีผู้บริหารเป็นชุดเดียวกันก็ตาม ก็ไม่ทำให้บริษัททั้งสองเป็นบริษัทเดียวกันได้ ซึ่งยึดตามมาตรา 66 และ 70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนี้ยังขัดมาตรา 9 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ผู้รับใบอนุญาตต้องประกอบกิจการด้วยตัวเอง และการแบ่งเวลาให้ผู้อื่นดำเนินรายการให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการกำหนด ฉะนั้นบริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จึงต้องประกอบกิจการด้วยตัวเอง หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 67 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือปรับวันละไม่เกิน 30,000 บาท

อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลนั้น จะต้องแบ่งเวลาให้คนอื่นเช่า 10-40 เปอร์เซ็นต์ ร่วมผลิตรายการ ขณะที่เจ้าของใบอนุญาตจะต้องผลิตรายการ 60 เปอร์เซ็นต์ ตามใบอนุญาต จึงจะถือว่าประกอบกิจการด้วยตัวเองและเป็นนิติบุคคล ซึ่งเจ้าของช่องทีวีหลายช่องซื้อลิขสิทธิ์มาออกอากาศ ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่จะออกอากาศได้ แต่หากจะต้องออกอากาศคู่ขนานเหมือนกับช่อง 7 ที่ออกอากาศคู่ขนานบนทีวีดิจิตอลช่อง 35 คือ ต้องออก 100 เปอร์เซ็นต์ ห้ามดัดแปลงเนื้อหารายการใด ดังนั้น กรณีของช่อง 3 หากจะออกอากาศคู่ขนานบนทีวีดิจิตอลช่อง 33 HD ก็ต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการดัดแปลงเนื้อหา และเมื่อมีมติบอร์ด กสท.ให้ช่อง 33 HD ส่งผังรายการที่จะออกอากาศตามเงื่อนไขอนุญาต ก็ต้องส่งรายละเอียดมา 60 เปอร์เซ็นต์ผลิตเอง 40 เปอร์เซ็นต์ให้คนอื่นเช่าเวลา ซึ่งจะไม่ใช่ลักษณะการออกอากาศคู่ขนานแต่อย่างใด และทันทีที่บอร์ด กสท.มีมติทางผู้บริหารช่อง 3 ก็ได้เรียกประชุมผู้บริหารทันทีเช่นกัน

ต่อมานายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการ ผู้จัดการบริษัท บางกอกเอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เปิดเผยหลังทราบมติบอร์ด กสท.ว่า ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ นอกจากจะทำหนังสือถึง กสท.ขอเข้าหารือในประเด็นต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและธุรกิจ ที่ได้แถลงต่อกันในชั้นศาลเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ มติบอร์ดไม่ได้ตอบคำถามช่อง 3 ที่ถามไปว่าสามารถออกอากาศคู่ขนานได้หรือไม่ ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องกฎหมายและธุรกิจ ไม่ได้ตอบข้อสงสัยที่ได้แถลงต่อศาล เราจึงยังไม่สามารถ ทำอะไรได้ รวมทั้งส่งผังรายการตามที่ กสท.แจ้งผ่านสื่อมา เพราะยังไม่ถึงเวลา โดยช่อง 3 จะทำหนังสือนัดหารือส่ง กสท.ภายในวันที่ 30 ก.ย.

แหล่งที่มา  :  ไทยรัฐ

Scridb filter